3.26.2009

Fly...Fly....Mr. Biigjet

เพื่อนที่แสนดีคนนึงได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ

แต่ว่าความทรงจำดีๆที่เค้าทิ้งไว้ให้มีมากมายเกินจะบรรยายได้จริงๆ

แม้ว่าเราจะได้เจอกันแค่ครั้งเดียวก็ตาม แต่ว่าเราได้คุยกันเกือบทุกวันผ่านเอ็มและไฮไฟว์จนกลายเป็นความเคยชินของพวกเรา

หลายๆครั้งที่เห็นข้อความเหล่านี้ปรากฏบนบทสนทนาของพวกเรา

...วันนี้เหนื่อยมาก ขอพักขาแป๊บนึง แล้วเดี๋ยวจะไปอาบน้ำแล้วนะครับ....

...วันนี้ทานยาแล้วนะ ไม่ลืม ไม่ลืมครับ ขอบคุณมากๆ....

...วันนี้ไปร้านแอ๊ปเปิ้ลมาล่ะ....
(แล้วเราก็แซวกลับไปว่า ตกลงว่าเป็นหุ้นส่วนกะทางร้านเหรอจ๊ะ ไปบ่อยเหลือเกิน)

...เดี๋ยวจะไปเที่ยวแล้วนะครับ จะเก็บรูปมาฝากนะ ....

....On da subway laew krub....

....On da bed krub.....
(แล้วเราก็จะพิมพ์กลับไปว่า ไหนบอกว่าจะไปนอนแล้ว ทำไมยังเล่นอีกเนี่ย ไปนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ไปเรียนไม่ใช่เหรอ)

....วันนี้เอาผ้าไปซักมาล่ะ ดองไว้นาน.....
(แล้วเราก็พิมพ์ไปว่า อืม...มิน่าล่ะ กลิ่นโชยถึงเมืองไทยทีเดียว)

....นั่น......
(บิ๊กจะใช้ประจำเวลาโดนยิงมุขสวนกลับ แล้วเค้ายิงกลับไม่ทัน พร้อมส่งคลิปตลกๆมาให้)

...ขอไปโทรศัพท์กลับบ้านก่อนนะครับ.....
(ช่วงหลังพูดบ่อยมากๆ แทบจะวันเว้นวัน แล้วจะกลับมาพร้อมประโยคที่ว่า ....กลับมาแล้วครับ คุยกันแล้วครับ / ไม่มีคนรับสาย สงสัยพ่อแม่ไม่อยู่บ้าน ไม่ก็ไปหาน้องสาวที่เชียงใหม่ / พ่อแม่ไปตรวจสุขภาพที่เชียงใหม่ไม่ได้คุย)

....ลมในท้องเยอะมากเลย เนี่ยซื้อชาชิงมากิน กินแล้วสบายท้อง....

....เดี๋ยวออกไปทำงานก่อนนะครับ จะแวะไปซื้อกาแฟกินด้วย.....

....เมื่อเช้าไม่ได้ไปเรียนล่ะ อิอิ.....
(เราก็จะพิมพ์กลับไปว่า...ว่าแล้วเชียว ขี้เกียจอ่ะจิ )

....เดี๋ยวเราจะไปนอนแล้วนะ ไปตรวจตรากลอนประตูบ้านก่อนนะ
(ไม่ว่าใครจะกลับบ้านดึกอย่างไร เค้าก็จะรอแม้ว่าจะง่วงมากก็ตาม รอให้ทุกคนอาบน้ำเข้านอนก่อน แล้วบิ๊กก็จะทำหน้าที่ปิดไฟ แล้วก็ตรวจตราบ้านก่อนเสมอ เราก็ยังแซวกลับไปเลยว่า รปภ.ประจำบ้านนี่เอง พ่อบ้านนี่เองเพื่อน)

แล้วก็มีประโยคอื่นๆอีกมากมาย แต่ช่วงหลังจะได้เห็นประโยคข้างล่างบ่อยขึ้น

...วันนี้เหนื่อยมากๆ ไม่ไหวอ่ะ ง่วงมากเลย เดี๋ยวขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะครับ....

....วันนี้เดินไปซับเวย์แล้วเหนื่อยจัง.....

....อากาศไม่ดีเลย หิมะตก เดินทางกลับบ้านลำบาก เหนื่อยอ่ะ.....

หารู้ไม่ว่าคืนวันพฤหัสที่ 5 มี.ค.52 ของนิวยอร์ก ซึ่งตรงกะเวลาช่วงเช้าของวันที่ 6 มี.ค.ในเมืองไทย การสนทนาของเราจะเป็นการสนทนาครั้งสุดท้ายของเรา ได้ทราบจากน้องอุ๋ม(น้องที่ทำงานที่เดียวกับบิ๊ก)มาว่า บิ๊กเค้าจากไปในเย็นวันศุกร์ที่ 6 มี.ค.ของที่นั่น ที่ Subway ที่บิ๊กใช้บริการอยู่ทุกวัน เพื่อออกไปทำงาน

บิ๊กเหนื่อยมามากแล้ว เหนื่อยมานานแล้ว นับจากนี้ไปบิ๊กไม่ต้องเหนื่อยแล้วนะ ขอให้บิ๊กหลับให้สบายนะ สิ่งดีๆที่บิ๊กได้เคยทำมา จะน้อมนำจิตของบิ๊กสู่สรวงสวรรค์ แล้วเราก็จะเจอกันที่นั่นอีกครั้งนะ

ขอบคุณสำหรับความทรงจำที่ดีที่ให้กันมา ขอบคุณโชคชะตาที่นำให้เราได้มารู้จักกัน
บิ๊กจะอยู่ในความทรงจำของก๊อตลอดไป

....Rest in peace naka Big....

ก๊อ

1.17.2009

Dialogue WOW! รวมพลคนแปลก..แต่ไม่แยก

 


ภาพการชุมนุมของชาวดีโอ หรือ Dialogue Oasis ครั้งที่ ๒ ที่บ้านพักคริสเตียน ถ.คอนแวน ซอย ศาลาแดง ๒ ในวันเสาร์ที่ผ่านมา กับ ๒๑ ชีวิตที่พร้อมรับฟังและเรียนรู้จากกันและกันทำให้ตาน้ำแห่งมิตรภาพในเมืองกรุงนี้ผุดเผยเติมเต็มช่วงเวลาดีๆให้กับชีวิต โดยส่วนมากเป็นผู้คนที่ได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบ Dialogue มาหรือไม่ก็สนใจที่จะมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผ่านการบอกเล่าบอกต่อ และเวบโซด์วงน้ำชา www.wongnamcha.com หลายคนอยู่ในแวดวงของการเรียนรู้ด้านในที่เป็นแสวงหาพื้นที่เปิดแบบนี้ในการตอกย้ำการฝึกฝน บางคนได้เข้าเรีนรู้กับเสมสิกาขาลัยเป็นช่วงๆในหลักสูตรที่หลากหลายต่างๆ บ้างก็ได้เข้าปฏิบัติการฝึกตนกับคนธรรมดาที่ไม่ธรรมดาอย่างวิจักขณ์ พานิช ครึ่งหนึ่งเป็นคนทำงานประจำที่แสวงหาชีวิตที่คุณค่าและสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงให้กับองค์กร เพื่อให้เกิดการเชื่อมหลอมสัมพันธ์และเกิดการเรียนรู้จากกันและกัน บ้างก็เป็นนักศึกษาที่มหิดล และอาจารย์ของพวกเขาได้ช่วยให้เขาได้สัมผัสและเกิดแรงบันดาลใจผ่านกระบวนการสนทนาแนวลึกนี้ ทำให้ชีวิตของพวกเขาได้มาเดินอยู่บนเส้นทางของการเรียนรู้

พวกเราเริ่มต้นจากการแนะนำตัวให้ได้รู้จักที่ไปที่มาของกันและกัน เพียงแค่การได้รับฟังเรื่องราวที่เชื่อมโยงกันก็เป็นความอิ่มใจอย่างหนึ่ง มีเพื่อนคนหนึ่งพูดถึงความรู้สึกถึง "ความแปลกแยก" (Alienation)ที่เกิดขึ้นในเวลาทีอยู่ทั้งในองค์กรของตัวเองที่ยังคงเป็นไปตามกระแสหลักทั่วไป ที่มองเราว่าเป็นพวกแปลกๆ มองว่าเป็น "มะนาวต่างดุ๊ด"(กรุณาผวน)และกับเวลาที่อยู่ท่ามกลางผู้คนในกระแสทางเลือกที่อาจไม่ได้ทำงานให้กับองค์กรธุรกิจ หรือไม่ใช่ใช้ชีวิตเพียงเพื่อแสวงหากำไรเท่านั้น การที่ต้องเดินระหว่างโลก ๒ ใบนี้เองที่บางครั้งก็รู้สึกแปลกแยก โดดเดี่ยว เอาเข้าจริงๆผมคิดว่าคนจำนวนมากคงมีความรู้สึกถึงความเป็นชนกลุ่มน้อยที่แปลกแยก ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หรืออาจเป็นว่า ยุคนี้เป็นยุคแห่งความแปลกแยก และดังนั้นกระบวนการหรือเครื่องมือต่างๆที่กำลังเป็นที่สนใจก็คือเครื่องมือที่ช่วยลดความแปลกแยกเหล่านี้ลง ไม่ว่าจะเป็น กระบวนการสร้างสรรค์ชุมชน ทีมงาน การสื่อสารอย่างสันติ การเป็นคนกลาง สานเสวนา การรับฟังอย่างลึกซึ้ง และกระบวนการภาวนาในรูปแบบต่างที่ช่วยให้ผู้คนได้ลดความรู้สึกแปลกแยกกับ "ตัวเอง" ลงไปบ้าง เพื่อยอมรับตนเองอย่างที่เป็น

เพื่อนวัยเยาว์ที่เป็นศิษย์ ค่าย ส.รัตนพจนาถร ก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ส่วนหนึ่งมันเอาจเป็นเพราะสังคมอยู่ในกระบวนการสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ diversification และความแปลกใหม่และแตกต่างนี้เองอาจทำให้ความรู้สึกแปลกแยกกลายเป็นท่วงทำนองร่วมของสังคมยุคใหม่ ความท้าทายอยู่ตรงที่ว่าเราจะทำอย่างไรให้ความแปลกนี้ไม่แยกออกจากกัน แต่กลับมาเรียนรู้จากกันและกัน

และแล้วเพื่อนอีกคนหนึ่งก็ตั้งคำถามอย่างเปิดกว้างและจริงใจว่า ในฐานะที่ทำงานด้าน facilitation (fa) หรือการเป็นกระบวนกร เป้าหมายหนึ่งคือทำให้ผู้คนในองค์กรเข้าใจถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงและการเรียนรู้ ดังนั้นฟาจำต้องสามารถทำการ convince โน้มน้าวอย่างมีพลังหรือไม่? คำถามนี้ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนลงลึกอย่างมาก เพราะหลายคนได้ค้นพบบางอย่างที่มีคุณค่ากับชีวิตและอยากแบ่งปันให้คนรอบข้าง ครอบครัวหรือองค์กรได้รับรู้และ "ได้" อย่างที่ตัวเองได้รับ ไม่ว่าจะเป็นความสุขจากการได้เข้าใจแง่มุมชีวิตของตัวเองมากขึ้น การมีสุขภาพดีขึ้น หรือการได้มีแวดวงที่มีการพูดคุยกันอย่างรับฟังและเข้าใจกันและกันได้ บ้างก็แบ่งปันว่า ภาษาหรือแม้แต่ชุดที่สวมใส่ก็อาจทำให้เกิดการรับรู้และตัดสินไปเองที่นำไปสู่ความแปลกแยกได้เช่นกัน บ้างก็ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการรับฟังวาระที่แท้จริงของผู้คน แทนที่จะพยายามทำให้เขาเข้าใจวาระของเรา เพราะนอกจากจะช่วยทำให้เกิดการได้ยินและเข้าใจแล้ว ความเป็นเพื่อนที่ปลอดภัยไม่ตัดสินนี้จะนำไปสู่กระบวนการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง คล้ายกับที่อ.วรภัทร์ ภู่เจริญ กล่าวว่า "รักแล้วจึงรู้" นั่นคือ ความสัมพันธ์ที่ดี ปลอดภัย วางใจ ไม่ตรีนั้นเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อการเรียนรู้ และที่สำคัญการสร้างสัมพันธภาพที่ดีนี้ต้องเป็นไปอย่างจริงใจ ไม่ซ่อนเร้น ไม่ทำให้เป็นเครื่องมือรับใช้ความอยากของเราเองที่ต้องการให้เขาทำอะไรสักอย่างตามความคิดของเรา แต่เป็นความปรารถนาดีจริงๆที่อยากให้เขาได้พบเจอกับสิ่งดีๆ แม้ว่าสิ่งดีๆนั้นเราอาจไม่เคยรู้จักพบพานเลยก็ตาม

ในความเห็นของผม การทำงานด้านการเปลี่ยนแปลงคือการทำงานกับการดำรงอยู่ของตัวเอง เป็นการทำงานอยู่กับปัจจุบัน เดี๋ยวนี้และที่นี่เท่านั้น อนาคตแห่งการเปลี่ยนแปลงดำรงอยู่ในปัจจุบัน ดังที่มหาตมะ คานธีกล่าวว่า "จงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เราปราถนาให้เกิดขึ้นในโลกนั้นเถิด" (Be the change you want to see in the world)หากเราไม่ปรารถนาความรุนแรง ก็จงเป็นสันติภาพ หากเราไม่ต้องการการความมืด ได้แต่เพียงก่นด่าความมืด เราก็จะเป็นเพียงเสียงก่นด่าและความคับข้องหมองใจ และแล้วความมืดก็ยังคงอยู่ ไม่ได้หายไปไหน แต่เพียงเราจุดเทียนไขสักเล่ม ความมืดมิดก็จะมลายหายไป เราเลือกได้ว่าจะก่นด่า หรือจุดเทียน

การมีชีวิตอยู่อย่างเปิดรับ อย่างมีแรงบันดาลใจที่ไม่คาดหวัง คือการดำรงอยู่ในแรงบันดาลใจ อย่างไม่ต้องมีชื่อหรือสถานะอะไร แม้แต่ คำว่า "กระบวนกร" ผมก็พยายามตั้งขึ้นมา นอกจากต้องการให้เห็นความต่างของวิธีการจัดการกระบวนการเรียนรู้แล้ว ยังต้องการให้เห็นถึงความเป็นธรรมดา ไม่ต้อง "พิเศษ" หรือ "วิเศษ"กว่าใครๆ แต่เป็นเพื่อนคนหนึ่งที่ต้องการให้เพื่อนคนอื่นๆได้ให้หรือแบ่งปัน สิ่งที่มีค่าแก่กันและกัน และเมื่อทุกคนเป็นผู้ให้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีแล้ว การเป็นผู้รับอย่างเปิดกว้างก็ไม่ใช่เป็นเรื่องยาก

ผมได้แบ่งปันในวงว่า ไม่ว่าจะยุคไหนๆ มนุษย์ได้สร้างเครื่องมือในการเชื่อมสัมพันธ์กับชีวิตอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้คนด้วยกัน หรือกับโลกแห่งธรรมชาติ ผ่านพิธีกรรม ประเพณี หรือกิจกรรมธรรมดาสามัญในชีวิต สมัยนี้ก็เช่นกัน เราต้องการการเชื่อมสัมพันธ์ที่ปลอดภัย ไร้วาระซ่อนเร้นหรือกดทับ เพื่อให้เราได้ยินเสียงของตัวเองและของกันและกันอย่างยอมรับ และมากไปกว่านั้นเรายังมีสัญชาตญาณของความเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาลที่มีชีวิตนี้ ไม่ว่าเราจะมีประสบการณ์ของความแปลกแยกมาเพียงใดก็ตาม เมื่อได้แบ่งปัน "ความแปลกแยก" ก็ทำให้พื้นที่วันเสาร์กลางกรุงที่เป็นพื้นที่ของการได้ยินและใส่ใจกลายเป็นพื้นที่ที่ "แปลก..แต่ไม่แยก" อืม..ก็แปลกดีนะ
Posted by Picasa

12.07.2008

เฝ้ามองชีวิตเริงระบำ: Momo

เฝ้ามองชีวิตเริงระบำ: Momo

12.06.2008

ธิดาจารย์…ลูกสาวคือครู

ผ้าอ้อมกับการเดินทางไกล
ผืนฝ้ายขาวศักดิ์สิทธิ์ติดกลิ่นน้ำนม
ยินเสียงร้องเรียกหาของธิดาทารก
ปรารถนากอดลูกดังกอดเด็กน้อยแห่งตน

ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ผม ตั้ม (วิจักขณ์ พานิช) และอาจารย์ฌานเดช พ่วงจีนได้มีโอกาสไปทำกระบวนการจิตตปัญญาให้กับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นจำนวน ๒ รุ่นด้วยกัน คณะนักศึกษาและคณาจารย์ พวกเราได้เรียนรู้มากมายจากประสบการณ์ตรงนั้น ทำให้ผมรู้สึก “ติดดิน” ขึ้นอีกหน่อย คือได้สัมผัสเรื่องราวจริงนอกตำราของผู้คนที่นั่น ที่พยายามทำอะไรดีๆให้กับแวดวงการศึกษาไทย
พ่อและความเป็นครู ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาตั้งแต่ลูกสาวของผม “โมโม่” ได้เกิดมา ผมคลุกคลีอยู่กับการอุ้มทารก ซัก-ตาก-เก็บผ้าอ้อม ทำอาหาร-ล้างจาน ทุกวัน เพราะตอนแรกเราไม่มีคนมาช่วยทำงานบ้าน กิจวัตรเหล่านี้กลายเป็นชีวิตของผม ซึ่งต่างจากงานกระบวนกรมาก สมองของผมไม่ต้องคิดอ่านสิ่งที่เป็นนามธรรมหรือเรื่องราวทางวิชาการ เพราะเมื่อหิวนมก็ป้อน ร้องไห้ก็อุ้ม ถ่ายหนักเบาก็เช็ดทำความสะอาด มันทำให้ชีวิตมีความตรงไปตรงมา เป็นปัจจุบัน ฉับพลันทันใด สดใหม่ดี ไม่ต้องปรุงแต่งอะไรมากนัก เราทำตัวให้เป็นไปตามสถานการณ์ ไม่สามารถกำหนดหรือควบคุมอะไรได้มากนัก ความไร้ระเบียบแบบนี้เป็นธรรมชาติอันหนึ่งของชีวิต เมื่อยอมรับได้ก็รู้สึกมีชีวิตชีวาดี
ผมรู้สึกว่าโมโม่ทำให้ผมสัมผัสถึงคำว่าพ่อ เท้าน้อยๆนุ่มยิ่งกว่าผิวหน้าผมเอง กลิ่นน้ำนมติดแก้มยุ้ย สายตาที่มองตรงเข้ามาที่หัวใจ อย่างไม่เคยเอียงอายหรือหวั่นเกรง เส้นผมเบานุ่มดกดำ ทั้งหมดนี้เรียกพลังของการหล่อเลี้ยงดูแลจากภายในตัวของผมออกมาพร้อมกับความเป็นพ่อ ใช่แล้ว... ผมรู้สึกว่า สถานะนี้ไม่ได้มาด้วยการสถาปนาขึ้นมาเอง แต่เกิดจากสัมพันธภาพที่ผมมีต่อลูกสาว และไม่เพียงเท่านั้น มันช่วยเติมเต็มประสบการณ์ของการเป็นมนุษย์ให้ผมได้อย่างประหลาด อย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน และกลายเป็นความตั้งใจมั่นต่อการหล่อเลี้ยงดูแลชีวิตที่เป็นธรรมชาติมาก ไม่ต้องเซ็นสัญญากับใคร มันมาของมันเองครับ ผมเรียกว่าเป็น bio-commitment
ผมคิดว่าสิ่งนี้มีผลต่อมิติด้านอื่นๆในชีวิตผมด้วย โดยเฉพาะความเป็นครู ผมเริ่มมีความสุขอย่างล้ำลึกขึ้นที่ได้มองเห็นชีวิตเติบโต ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพราะก่อนหน้านี้ เราก็เหมือนกับแค่อยากทำงานกับผู้คนไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดจะรับสอนระยะยาวที่เรียกว่ารับศิษย์เลย เพราะรู้สึกว่าเป็นความรับผิดชอบที่เอาการทีเดียว ที่ผ่านมาจึงเป็นการจัดเวิร์คชอบที่ช่วยจุดประกายการเรียนรู้ให้กับผู้คนเสียมากกว่าการส่งเสริมกระบวนการเติบโตระยะยาว มาตอนนี้ผมรู้สึกว่าเริ่มอยากมีส่วนหล่อเลี้ยงการเติบโตของเมล็ดพันธุ์แล้ว
การเดินทางลงใต้คราวนี้ทำให้ผมได้มีโอกาสได้ใคร่ครวญถึงบทบาทและแรงบันดาลใจของตัวเอง แม้ว่าจะรู้สึกหวิวๆที่ต้องจากลูกสาวและภรรยาเป็นเวลาหลายวัน แต่ก็ขอเอาผ้าอ้อมขาวของโมโม่พกติดตัวมาด้วยผืนหนึ่ง ตอนมาถึงสนามบินเชียงราย อ.ฌานเดชทักว่า “ลาลูกสาวแล้วเหรอ”
“ครับ แต่ขอผ้าอ้อมที่ซับฉี่ลูก เอามาซับน้ำตาตอนคิดถึงโมโม่” ผมตอบ
อ.ฌานเดช บอกว่ารู้สึกสะเทือนใจ น้ำตาคลอเบ้า ที่เห็นความผูกพันที่ผมมีต่อลูกสาว จนน้องกาด ลูกสาวอาจารย์แซวพ่อตัวเองว่า “ป๋าเป็นอะไรน่ะ ซึ้งเหรอ”
อาจเป็นเพราะว่าแกก็มีลูกสาวเหมือนกัน การที่ต้องเดินทางไกลคล้ายทหารออกรบนั้นยังความรู้สึกหวิวๆเหมือนคนจากคนรัก มันอธิบายไม่ถูกจริงๆ แต่คิดว่าทุกคนเข้าใจได้ จริงๆแล้วคราวนี้พวกเรา ๓ วันก็เป็นพ่อที่มีลูกสาวเหมือนกันหมด แต่ผมหน้าไม่เข้ม ไม่มีหนวดเคราไว้ขู่หนุ่มๆเหมือนอ.ฌานเดชหรือตั้ม ฮ่าๆ หวังว่าโมโม่คงเข้มแล้วขู่ผู้ชายเอาเองก็แล้วกัน
ช่วงเดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ดีจริงๆ ถึงแม้ว่าคิดถึงลูกสาว การเดินทางของพ่อลูกอ่อน ลูกสาวทำให้เราได้เป็นพ่อ ขอบคุณโม่โม่ที่รัก

7.17.2008

ถามเพื่อคิดร่วมกัน

คำถามเพื่อการเรียนรู้ (Questions for Reflection and Group Learning)

คำถามที่มีพลังช่วยให้ผู้เรียนเกิดการคิดใคร่ครวญและเรียนรู้ได้อย่างมีพลัง ขึ้นอยู่กับว่าเราตั้งคำถามอะไร
หลายกิจกรรม เมื่อทำไปแล้วเกิดความสนุกสนาน ความรู้สึกร่วมและสามัคคี และเมื่อทำเสร็จแล้วมาถอดบทเรียนร่วมกัน ทำให้การเรียนรู้ของเราต่อยอดทวีคูณความรู้ของกลุ่มได้อย่างดี

ตัวอย่างคำถามสำหรับกิจกรรม ปมมนุษย์

เรารู้สึกอย่างไรบ้างในขณะทำกิจกรรม how do you feel?
เกิดอะไรขึ้น เราทำอย่างไรเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ
ความเป็นทีมของเราเป็นอย่างไร
แก้ปมเล็กและปมใหญ่ต่างกันอย่างไร
เราสื่อสารกันอย่างไร
ปัญหาหรืออุปสรรคของกลุ่มคืออะไร ปัญหาเป็นของใคร
เราเผชิญหน้ากับอุปสรรคอย่างไร
การมีส่วนร่วมของเราสะท้อนความเป็นตัวเราในชีวิตจริงอย่างไร
ในชีวิตจริง เราทำงานกันอย่างนี้หรือไม่
เมื่อแก้ปัญหาไม่ได้เรารู้สึกอย่างไร
ภาวะผู้นำของกลุ่มเราเป็นอย่างไร
ภาวะผู้นำของตัวเราเองเป็นอย่างไร
ความสุขของคุณอยู่ในขณะที่ทำงานหรือหลังจากได้รับความสำเร็จแล้ว
ความสุขกับความสำเร็จของคุณเป็นสิ่งเดียวกันหรือไม่ อย่างไร

เราสามารถตั้งคำถามอื่นๆในการทำงานจริง
เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้
มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา
สนับสนุนความซื่อตรง
การไม่ประณามหรือพิพากษา
เสริมกำลังใจให้กับทีมงาน

ตัวอย่างคำถาม
เราตั้งเป้าหมายในใจไว้อย่างไร เราวางแผนไว้อย่างไร
จากมุมมองของคุณ เกิดอะไรขึ้นในการปฏิบัติงาน
คุณคิดว่าเงื่อนไขของความสำเร็จอยู่ที่ไหน หรืออะไรที่จะทำให้งานนี้สำเร็จลุล่วง
คุณมองอุปสรรคอย่างไร
เราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการทำงานที่เกิดขึ้น
เราได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองจากการทำงานครั้งนี้บ้าง

6.16.2008

สีสันเปรู


๑๔ มิถุนายน 51 Aguas Calientes Town



หนังสือเล่าเรื่องการเดินทางของ กาญจนา หงษ์ทอง เรื่อง Peru Solo อ่านได้เพลิดเพลินดีมาก ช่วยทำให้เข้าใจกลิ่นอายของเปรูและการเดินทางคนเดียว แบบโซโลเดี่ยวได้มากทีเดียว ทำให้รู้สึกว่า ผู้หญิงคนนี้เก่งกล้าดี กล้าเดินทางคนเดียว ไปในดินแดนที่แปลกใหม่ ที่ไม่คุ้นเคย ตัวเราผู้ชายแท้ๆยังรู้สึกแหยงๆเลยว่า จะไปเจออะไรบ้าง ต้องรับว่าช่วยได้มากจริงๆ สำหรับหนังสือเดินทางแบบนี้ เพราะเป็นการบอกเล่าเรื่องราวมากกว่าเป็นหนังสือนำเที่ยวแบบเผินที่มีแต่ข้อมูลทั่วไป แต่ไม่มีประสบการณ์ของคนเขียน (เป็นธรรมดาที่หนังสือนำเที่ยวจะมีธรรมชาติเป็นแบบนั้น) แต่ก็รู้ได้เลยว่า แม้ว่าจะเล่าได้ละเอียดและดีปานใด ก็ไม่เหมือนกับการได้มาสัมผัสด้วยตัวเอง

ผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบที่ตอนมาถึงเมืองคุสโคพอดี อากาศหนาวทีเดียว เพราะเป็นเมืองที่อยู่เหนือระดับน้ำทะเลถึง ๒ พันกว่าเมตร สูงกว่าดอยอินทนนนท์บ้านเรา สูงจนไม่มีต้นหมากรากไม้ให้เติบโตได้เหมือนป่าเขตร้อนหรือป่าในเขตที่ต่ำลงไป ระดับออกซิเจนก็น้อยมาก อยู่ไปๆก็รู้สึกปวดหัวหนึบๆได้เหมือนกัน

ผมว่าคุสโคเป็นเมืองที่น่ารักทีเดียว เรียบๆง่ายๆ บ้านเมืองปลูกติดๆกัน ถนนหนทางในเมืองก็เหมือนในยุโรปมั้ง (ไม่เคยไปซะที) เพราะเป็นเหมือนตรอกซอยแคบๆระหว่างอาคารบ้านช่อง ปูด้วยหิน สวยและคลาสสิกกว่าถนนปูหรือลาดยางเป็นไหนๆ ผมชอบที่บ้านโดยมากจะสร้างด้วยดินก้อน บ้านเราตื่นเต้นบ้านดินกัน ที่ไหนได้ ที่นี่เป็นเรื่องธรรมดามากๆ คือสร้างบ้านด้วยดินก้อนกันเป็นแถบ ที่ดูดีหน่อยก็พวกที่ทาสีหรือเคลือบฉาบละเอียดให้ปราณีต ดูมีสง่าราศรีหน่อย

ผมเรียกแทกซี่จากสนามบินไปที่พักเอง เพราะรอสักพักก็ยังไม่มีใครมารับซะที คงเป็นเพราะผมต้องเปลี่ยนเที่ยวบิน เลยคลาดกัน แต่ก็ไม่เป็นไร ดูเหมือนเมืองนี้เล็กๆ คล้ายเชียงราย ไม่ซับซ้อน แทกซี่เรียก ๒๕ โซลเลส ก็เอาเลย คูณ ๑๑ ให้เป็นเงินไทย ก็ประมาณ ๒๗๕ บาท แต่พอมาถึงที่พัก ทางเจ้าที่ต้อนรับของโรงแรมบอกว่าแพงไปหน่อย ปกติ ราคาแค่ ๑๕ โซลเลสเอง (แต่แทกซี่บอกว่าปกติราคา ๓๐ โซลเลส เพราะอยู่บนเนินเขา)

มาถึงโรงแรม คาซ่า เดล แคมโป ค่อนข้างหรู แต่ต้องเดินขึ้นบันไดเยอะมากกว่าจะถึงห้องพัก แต่วิวงดงามหายเหนื่อย เห็นเมืองคุสโก้ทั้งเมือง ตระการตาด้วยตึกรามบ้านช่องแบบเปรู ผมคิดว่าน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากการตั้งบ้านเมืองแบบโบราณ ก่อนมีรถรา คือบ้านช่องตั้งติดๆกัน ทางทุกทางคือทางเดินของคน หรือไม่ก็รถลากเล็กๆ ปูด้วยหินไปตลอดทุกเส้นทาง

พวกที่มา World Jam ก็เสร็จงานกันแล้ว ผมเข้าไปทักทาย ศิลปะ เชน (จากอินเดีย) และ คุมบ้า ทัวร์เร จากเซเนกัล อัฟริกา เพื่อนเก่าเพื่อนรักทั้งสองคน ส่วนคนอื่นๆก็ทยอยกันมา หลายๆคนกลับไปแล้วจากงาน “แจม” ที่ผ่านไป คงสนุกกันหน้าดู

ผมได้มีโอกาสมาเป็นกระบวนกรงานแจมแล้วหนึ่งครั้งเมื่อ ๔ ปีที่แล้ว (ปีคศ.๒๐๐๔) แล้วได้มีส่วนร่วมในฐานะผู้เข้าร่วม แจมอินเดีย ปี ๒๐๐๓ สนุกมาก ได้ทั้งแรงบันดาลใจ ประสบการณ์ที่หลากหลายจากเพื่อนๆที่มาจากหลายๆประเทศ

มาตอนหลังนี้ พวกที่เคยผ่านงาน แจมคนรุ่นใหม่ เริ่มมีอายุมากขึ้น (เลย ๓๕ ขวบ) แต่ก็ยังอยากพบปะ เพื่อเรียนรู้จากกันและกันอยู่ เลยมีการนัดพบกันปีละครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓ พวกเรามีกันประมาณ ๑๕ คน กำลังดี มากกว่านี้ก็คงคุยกันไม่ค่อยทั่วถึงเท่าไร ประเทศต่างๆ ก็มี อเมริกา อะลาสก้า อินเดีย เซเนกัล อียิป นิวซีแลนด์ (เมารี) เคนยา บราซิล โบลีเวีย สยาม เปรู ทางเอเซียและยุโรปค่อนข้างน้อย คงต้องหาสมาชิกเข้ามาเพิ่ม จะได้เพิ่มความหลากหลายเข้ามาอีก

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

7.01.2007

LET's HOST

There is no other simple skill we inherited from our anchestor than hosting.
When we host we make each other feel at home, safe, free from fear, relax and curious.Ordinary hosting can spark magical discovery and transformation. It's an ordinary magic. So let's host